April Truth’s Day

Posted in Uncategorized with tags , , , , , , , , , , , , , , on April 1, 2009 by Smooth Sea

April Truth's Day
http://manamai.wordpress.com

เรากำลังโกหกโลกกันอยู่
อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์บอกผมอย่างนั้น เมื่อผมเล่าว่าหลังจากทริปไม้-เมือง-ร้อน ผ่านพ้นไป ผู้คนที่ร่วมเดินทางด้วยกันในครั้งนี้จะลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อบอกเล่าความจริงเกี่ยวกับเรื่องโลกร้อนให้โลกรู้ในวัน April Fool’s Day หรือ ‘วันแห่งการโกหก’ เราไม่ได้เล่าความเท็จเรื่องโลกร้อนแค่ในวันที่ 1 เมษายน แต่เรากำลังเล่าซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกวัน

เรื่องนี้น่าจะสนุกขึ้น ถ้าเราย้ายไปยืนคุยกันข้างนาเกลือ สถานที่แสนธรรมดาที่ไม่น่าจะเกี่ยวอะไรกับทางออกของปัญหาโลกร้อน
โลกร้อนเพราะคนใจร้อน” อาจารย์ยงยุทธพูดถึงต้นตอของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างที่ตำราเล่มไหนก็ไม่เคยเขียนถึง “พอคนใจร้อน เราก็มีเทคโนโลยี เครื่องอำนวยความสะดวกเยอะขึ้น เราอำนวยความสะดวกกันจนเกินความพอดีของธรรมชาติ

“โลกที่เราอยู่ทุกวันนี้เป็นมายาหมดเลย เพราะเราชอบเอาความรู้จากตำรา ไม่เอาความรู้ที่แท้จริงในตัวคน ทำไมความรู้ในตัวคนถึงเป็นความรู้จริง เพราะเวลาเขียนตำรา เขาเขียนจากสิ่งแวดล้อมที่ไหนก็ไม่รู้ วัฒนธรรมแบบไหนก็ไม่รู้ ปัจจัยมันแตกต่างกันหมดเลย แล้วก็ไปบังคับให้ทุกคนใช้เหมือนกัน ฝรั่งเขาเน้นตำรา แต่วิถีไทยของเราเน้นความรู้ในตัวคน เรามีตำราน้อยมาก แต่มีภูมิปัญญาเยอะ” อาจารย์ยงยุทธย้ำอย่างที่เคยพร่ำบอกมาตลอดอีกครั้งว่า “ผมอยากให้ทุกคนมีปัญญา ไม่ใช่ความรู้”

ทุกชีวิตบนโลกใบนี้ขาดเกลือไม่ได้ ครั้งหนึ่งเกลือจึงถูกยกย่องว่ามีค่าประหนึ่งทองคำ จนเกิดประโยคที่ว่า White is new gold. จากนั้นไม่นาน ในยุคอุตสาหกรรมที่น้ำมันทำหน้าที่เป็นเลือดของโลก ก็มีคนพูดกันว่า Black is new gold. พอเราเผาน้ำมันกันจนเริ่มคิดได้ เราก็เปลี่ยนใจมาบอกว่า Green is new gold. สิ่งแวดล้อมต่างหากที่มีค่าเหนือสิ่งอื่นใด

Salt Farm

การทำงานของนาเกลือนั้น ไม่มีอะไรซับซ้อน เริ่มจากแรงดึงดูดของดวงอาทิตย์กับดวงจันทร์ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น น้ำทะเลก็ไหลเข้ามาสู่แปลงที่เตรียมไว้ด้วยแรงวิดของกังหันลม แล้วความร้อนจากดวงอาทิตย์ก็ทำให้น้ำทะเลระเหยหายเหลือไว้แต่เกลือ มองเผินๆ การทำเกลือนั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่เมื่อมองดีๆ จะพบว่ามันเป็นการผลิตที่แสนจะสะอาด ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ขึ้นสู่บรรยากาศแม้เพียงนิด

พลังงานหลักจริงๆ ของโลกคือดวงอาทิตย์ ส่วนพลังงานน้ำมันกับไฟฟ้าคือพลังงานทดแทน แต่เรากลับไปบอกว่า พลังงานจากดวงอาทิตย์เป็นพลังงานทดแทน แล้วพลังงานหลักคือน้ำมันกับไฟฟ้า มันตลกไหม” อาจารย์ยงยุทธหันมาถามพวกเรา

โลกไม่เคยโกหกเราหรอก มีแต่เราที่โกหกโลก

เมื่อตอนที่โลกถือกำเนิดขึ้นมาใหม่ๆ อากาศในตอนนั้นมีส่วนผสมของคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ 98 เปอร์เซ็นต์ และไม่มีออกซิเจนเลย แต่ตอนนี้ คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเหลือเพียง 0.03 เปอร์เซ็นต์ ส่วนออกซิเจนเพิ่มเป็น 21 เปอร์เซ็นต์ คำถามคือ คาร์บอนไดออกไซด์มันหายไปไหน?

เมื่อโลกเย็นตัวลงจนเกิดน้ำ ทุกอย่างในโลกก็เปลี่ยนไป น้ำทำให้แร่ธาตุและสารประกอบต่างๆ ไหลมารวมกันจนเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวแล้วพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ เมื่อเกิดต้นไม้ต้นแรกในโลก มันหายใจเอาคาร์บอนไดออกไซด์เข้าไป แล้วเอาพลังงานแสงที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ไประเบิดโมเลกุลของน้ำในลำต้น ปล่อยเป็นออกซิเจนออกมา ส่วนไฮโดรเจนก็เอาไปใช้เกี่ยวคาร์บอนเพื่อเก็บพลังงานไว้ในรูปของน้ำตาล การปล่อยออกซิเจนออกมาก็ช่วยให้สามารถสันดาปน้ำตาลให้คืนพลังงานคาร์บอนกลับมาได้ และเมื่อพืชรับพลังงานความร้อนและพลังงานแสงจากดวงอาทิตย์มาเก็บไว้ มันก็สามารถคืนรูปให้กลายเป็นพลังงานความร้อนและแสงเมื่อเราเผามัน การทำงานของพืชจึงเป็นเทคโนโลยีที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่โลกนี้เคยมีมา

Trees

เมื่อพืชดูดคาร์บอนไดออกไซด์เข้ามาแล้วปล่อยออกซิเจนกลับไปนานๆ เข้าก็ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศลดปริมาณลง และออกซิเจนเพิ่มปริมาณมากขึ้น คาร์บอนที่หายไปจากบรรยากาศนั้นถูกเก็บไว้ในพืช เมื่อสัตว์มากินพืช คาร์บอนก็ถูกถ่ายโอนไปอยู่ในร่างกายสัตว์ และเมื่อทั้งพืชและสัตว์ล้มตายลง ทับถมกันอยู่ใต้โลกเป็นเวลานาน คาร์บอนเหล่านั้นก็เปลี่ยนรูปเป็นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ เมื่อวันหนึ่งที่มนุษย์รู้จักการขุดเชื้อเพลิงฟอสซิลจากใต้โลกเหล่านี้ขึ้นมาใช้ ก็เท่ากับว่า เราได้เอาคาร์บอนที่ต้นไม้ดูดจากบรรยากาศมาปล่อยคืนสู่บรรยากาศนั่นเอง

คาร์บอนไดออกไซด์เป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจก และเป็นตัวการสำคัญที่สุดที่กักเก็บความร้อนภายในโลกเอาไว้ไม่ให้ระบายออก โลกเราจึงเริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ

“ร้อนไหม” อาจารย์ยงยุทธถามพวกเราในระหว่างที่นั่งพักในศาลาบนเขายี่สารตอนบ่ายต้นๆ
“ไม่ร้อน” ใครบางคนตอบ
“ทำไมถึงไม่ร้อน” อาจารย์ยงยุทธหันมาถาม ก่อนจะเฉลยว่า “ดวงอาทิตย์ทำให้เราไม่ร้อน พลังงานส่วนหนึ่งของดวงอาทิตย์ที่ส่องลงมาเมื่อกระทบพื้น มันก็เปลี่ยนเป็นความร้อน ดินกับน้ำมันมีความจุความร้อนไม่เท่ากัน ดินมันจะร้อนก่อน อากาศเหนือดินที่ร้อนเลยยกตัวขึ้น ส่วนอากาศเหนือน้ำที่เย็นกว่าก็ไหลเข้ามาแทนที่ เราเรียกว่าอากาศที่ไหลนี้ว่า กระแสลม (wind) ส่วนอากาศร้อนที่ยกตัวขึ้นเราเรียกว่า กระแสอากาศ (current) ที่ไหนก็ตามที่ร้อนจัด ความเร็วของ current จะแรง กระแสลมที่มาตามพื้นก็จะแรงตาม เพราะฉะนั้นเมื่ออุณหภูมิของอากาศสูงขึ้น เลยทำให้เกิดวาตภัยบ่อย และรุนแรงขึ้น

เมื่อโลกร้อนขึ้นก็เผาน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ ให้ระเหยมากขึ้น ทำให้ฝนตกมากขึ้น แต่ในพื้นที่หลังเขาที่ฝนตกน้อยก็จะแล้งขึ้น “สิ่งที่สำคัญของภาวะโลกร้อนคือ การเปลี่ยนแปลงของกระแสอากาศ พอกระแสอากาศเปลี่ยนสิ่งมีชีวิตในโลกทั้งหมดก็เปลี่ยน เพราะถ้าอากาศและฤดูกาลมันสม่ำเสมอ ผลหมากรากไม้ก็ออกดอกออกผลตามฤดูกาล สร้างอาหารตามฤดูกาล แต่พอมันไม่เป็นไปตามฤดูกาล ผลผลิตทางอาหารก็ปั่นป่วนทั้งโลก ผลผลิตข้าวในเมืองไทยก็ลดลง เมื่อขาดอาหาร มนุษย์ก็ต้องลุกขึ้นมาแย่งชิงกัน ฆ่าฟันกันมากขึ้น”

เราชอบความสะดวกสบาย พลังงานไฟฟ้ามันสบายตรงไหน ตรงที่มันอยู่ในอำนาจของมนุษย์ อยากให้มีก็กด มันก็มี อยากให้หยุด มันก็หยุด เราชอบทำตัวอหังการ์ ชอบควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปอย่างที่ฉันต้องการ แสงอาทิตย์คือพลังงานหลัก ส่วนไฟฟ้าคือพลังงานที่เลวที่สุดในโลก” อาจารย์ยงยุทธเว้นจังหวะให้หยุดคิด

“กว่าจะมาเป็นไฟฟ้า ดวงอาทิตย์ต้องส่งพลังงานมาที่โลก แล้วก็ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานน้ำ พลังงานลม พลังงานความร้อน เหลือแค่ 0.2 เปอร์เซ็นต์ที่ถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานชีวภาพเก็บไว้ในพืช เราต้องรอให้ 0.2 เปอร์เซ็นต์นี้จมดินกลายเป็นถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติก่อนแล้วค่อยขุดมาใช้ พอขุดพลังงานพวกนี้ขึ้นมาก็ต้องเอามาเผาให้กลายเป็นความร้อนอีกครั้ง แต่ไอ้ความร้อนที่เรามีดันไม่ใช้ เพราะเราอยากได้ความร้อนที่ควบคุมได้ พลังงานความร้อนที่เผาได้ จะเอาไปใช้เลยก็ไม่ได้ เอาไปต้มน้ำกว่าจะเดือด กว่าจะกลายเป็นไอน้ำวิ่งไปตามท่อ lost ไปตลอดทาง เมื่อถึงปลายทางปะทะกับใบพัดก็ lost ออกไปเรื่อยๆ กว่าใบพัดจะหมุนปั่นออกมาเป็นกระแสไฟฟ้า แล้วก็ต้องยกให้เป็นกระแสไฟแรงสูง จะได้มีแรงดันส่งไปตามสายได้ ซึ่งก็ lost ไปตลอดทางอีกมหาศาล จากไฟฟ้าแรงดันสูงพอมาถึงในเมือง ก็ต้องผ่านสถานีไฟฟ้าย่อยเพื่อลดให้กลายเป็นไฟฟ้าแรงดันต่ำส่งมาถึงหน้าบ้าน แต่ก็ยังต้องผ่านหม้อแปลงเปลี่ยนให้เป็นไฟฟ้ากระแสสลับ วิ่งตามสายเข้ามาในบ้าน ผ่านสวิตช์ไฟไปติดหลอดไฟ เกิดเป็นพลังงานความร้อนเพื่อเผาหลอดให้เรืองแสงขึ้นมา เราถึงได้พลังงานแสง เห็นไหมว่ามัน lost ไปเท่าไหร่ ในการกดสวิตช์ไฟหนึ่งแก๊ก เพื่อให้ได้แสงสว่าง”

อาจารย์ยงยุทธชี้มือให้ดูนอกศาลา นั่นคือแสงสว่างที่เราได้มาฟรีๆ จากดวงอาทิตย์ พร้อมใช้งานได้ทันที
“ในวิถีไทยของเรา เราใช้พลังงานน้ำ พลังงานกล เสื้อผ้าเราก็ตากลมตากแดด เราไม่ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้าเลย เรามีแหล่งพลังงานเยอะมาก แต่เราบอกว่ามันไม่ทันสมัย เฮาต้องพัฒนา วิธีการของเฮาก็ทำอย่างเนี้ย วิธีการสู้กับโลกร้อนที่ดีที่สุดคือ ปรับตัวเองให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ใช้ทุกอย่างที่ธรรมชาติให้มาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

“ถ้าโลกนี้ไม่มีคนจะเป็นยังไง”  อาจารย์ยงยุทธโยนอีกคำถามให้พวกเรา
“ป่าจะเต็มโลกเลย” อาจารย์เฉลย “เมื่อป่าเต็มโลก สัตว์ป่าก็เต็มโลก โลกจะมีความมั่นคงมากขึ้น เพราะต้นไม้คือพลังงานแปรรูป แหล่งอาหาร แล้วต้นไม้ก็มีความหลากหลาย สัตว์ที่มากินก็มีความหลากหลาย ระบบนิเวศก็จะมีเยอะขึ้นเป็นล้านระบบ เมื่อล่มไประบบนึง ระบบอื่นก็ยังหมุนได้ตามปกติ โลกจึงมั่นคงมาก”

“แต่พอมนุษย์เกิดมา มนุษย์คิดว่าเขาเป็นเจ้าของโลก ไปอยู่ที่ไหนก็ห้ามชีวิตอื่นเข้ามายุ่งเกี่ยว เอาปูน เอายางมะตอยเททับ ไม่ให้ชีวิตอื่นอยู่นอกจากตัวเอง เราใช้ที่นอนแค่เตียงเดียว ถ้าต้นไม้จะขึ้น ใบไม้จะร่วงก็ควรปล่อยเขา จุลชีพหรืออะไรก็อยู่ของเขาไป เพราะมันเป็นของโลก ไม่ใช่ของเรา เราก็อยู่เท่าที่จำเป็นต้องอยู่ ไม่ใช่ไปจำกัดสิทธิ์ของคนอื่นเขาหมด แล้วก็ไปรุกรานธรรมชาติ

“พัฒนา แปลว่าอะไร แปลว่าทันสมัยหรือเปล่า” อาจารย์ยงยุทธชวนทุกคนคิด
“ไม่ใช่ พัฒนาแปลว่า พึ่งตนเอง มันคือ self-survive ไม่ใช่ modernize เพราะ modernize คือการทำให้เหมือนคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา เราต้องเปลี่ยนการใช้ชีวิต นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เมืองไทยร้อน เมืองไทยควรจะเย็นสบาย เต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลอง เราก็ถมหมด แล้วหันมาใช้เทคโนโลยี รถยนต์ อะไรต่ออะไร”

“การพึ่งตัวเอง เราต้องทบทวนว่าชีวิตเราในวันนี้ อะไรบ้างที่เราพึ่งตัวเองไม่ได้ ที่บ้านมีตุ่มน้ำไหม ไม่มี มีแต่น้ำจากฝักบัว ถ้าน้ำประปาหยุดไหลล่ะ เราจะทำยังไง ที่บ้านมีแสงสว่างให้ใช้โดยที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าไหม ถ้าไฟฟ้าดับทำยังไง ครัวเรามีเตาถ่านไหม ถ้าแก๊สหมดทำยังไง”

“เรามีขาไว้เดิน เราใช้มันบ้างไหม พอไม่ใช้มันก็อ่อนแอลงเรื่อยๆ แล้วเราก็จะพึ่งตัวเองไม่ได้”

อาจารย์ยงยุทธบอกว่า ประเทศไทยของเราเป็นชาติเดียวในโลกที่มีพัฒนาการสูงที่สุด เพราะในระดับครัวเรือนเราสามารถพึ่งตัวเองได้ทุกอย่าง ไม่อะไรต้องซื้อหา พาหนะ เรือนแพ ก็ทำเอง เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ก็คิดเองได้ ทุกคนล้วนมีความรู้ทางการแพทย์

“แต่เพราะเราอยากสร้างความทันสมัย เราเลยทำลายศักยภาพตัวเองหมด แล้วก็หันไปพึ่งทุกอย่าง”
-ตัดต่อดัดแปลงจาก: หนึ่งบอกหนึ่งเป็นสอง โดย: ทรงกลด บางยี่ขัน-

คำคมดีๆจากอาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์
* ความสนุกเกิดทันที่ได้ทำ แต่ความสุขเกิดหลังจากได้ทำสิ่งนั้นไปแล้ว และมันจะอยู่กับเราตลอดไป
* เราจะรู้คุณค่าของความรัก เมื่อพบกับความพลัดพราก
* เมื่อเที่ยว แล้วต้องรู้จักถาม และอย่าเชื่อในสิ่งที่เขาบอก ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเอง
-ดัดแปลงจาก: เร่เข้ามา เร่เข้ามา โลกร้อนๆ จ้า โลกร้อน ร้อน โดย: palmpalmpalmpalm-

a bookshelf

Posted in Hobby with tags , , on March 1, 2009 by Smooth Sea

bookshelf

ไปรษณียบัตรถึงคุณ

Posted in Pop up article with tags , , on February 12, 2009 by Smooth Sea

postcard_front

postcard_back

ไปรษณียบัตรตัวกลางนำตัวหนังสือจากผู้เขียนสู่ผู้อ่าน เพียงผู้เขียนจ่าหน้าชื่อผู้รับและที่อยู่ถูกต้องชัดเจนและอาศัยความช่วยเหลือของบุรุษไปรษณีย์ ตัวหนังสือก็ส่งถึงผู้รับได้

เดี๋ยวนี้คนเมืองส่งกันน้อยลง เพราะมีสื่ออีเล็กทรอนิคที่รวดเร็วกว่าถูกกว่าแซงหน้าไปไกล แต่เราว่าโปสการ์ดได้คะแนนการได้ใจมากกว่าสื่ออีเล็กทรอนิคเป็นไหนๆ ยิ่งถ้าโปสการ์ดใบนั้นถูกเขียนด้วยลายมือของผู้ส่งเอง คะแนนการได้ใจจากคนรับก็ดูจะมากเป็นขึ้น เพราะคะแนนมันอาจจะอยู่ตรงความตั้งใจเขียน ตั้งใจวาด ตั้งใจสื่อ ตั้งใจส่งของคนต้นทาง แต่ “ใจความ” บนกระดาษขนาด 4*6 จะถึงใจคนรับหรือไม่ ใจคนส่งคงไม่อาจคาดเดาได้ หากใจคนรับไม่ตอบสนองต่อใจความที่ได้รับ

ระยะห่างกับความสนิท

Posted in Pop up article on January 11, 2009 by Smooth Sea

เราว่าระยะห่างไม่สามารถแยกแยะความสนิทของคนเราได้เสมอไป
บางคนไม่ได้ติดต่อกันนานๆ แต่พอได้คุยกันก็ยังรู้สึกเหมือนเดิม
บางคนติดต่อกันแต่ทางโทรศัพท์ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าไม่ได้เจอกันนาน (จนลืมไปแล้วว่าเราเห็นหน้ากันล่าสุดเมื่อไหร่)
แต่…
บางคนได้เจอบ่อยๆ คุยกันบ่อยๆ หรือว่าได้ไปไหนด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเราสนิทกันมากไปกว่าก่อนที่เราจะใกล้กันเลย (หรือรูปแบบ”ความสนิท”ของแต่ละคนต่างกัน เลยทำให้เราไม่รู้สึกถึงความสนิทที่อีกฝ่ายอาจจะมีให้)
บางคนห่างแล้ว ห่างเลย (สามวันจาก เพื่อนเป็นแขก)
แต่…
ไม่ว่าความสนิทเป็นแบบไหน เราก็อยากเจอมากกว่าให้ห่างหายไป หรือเป็นแค่แขก หรือคนเคยรู้จัก หรือได้คุยกันแค่ทางโทรศัพท์

เพื่อนรัก รักเพื่อน เสมอ

Phalaenopsis amabilis-Moon Orchid-Moth Orchid

Posted in Hobby with tags , , , , , , on December 13, 2008 by Smooth Sea

moth-orchidPhalaenopsis or Moth orchids are native throughout southeast Asia from the Himalayan mountains to the islands of Polillo and Palawan of the Philippines and northern Australia. Orchid Island off Taiwan is named after this orchid. They are extremely easy to grow and flower in the home, as long as some care is taken to provide them with conditions that approximate their native habitats. In nature, they are typically fond of warm temperatures (20 to 35 °C), but are adaptable to conditions more comfortable for human habitation in temperate zones (15 to 30 °C)

Most are epiphytic shade plants; a few are lithophytes. In the wild they are typically found below the canopies of moist and humid lowland forests, protected against direct sunlight, but equally in seasonally dry or cool environments. The species have adapted individually to these three habitats.

Phalaenopsis shows a monopodial growth habit. An erect growing rhizome produces from the top one or two alternate, thick and fleshy, elliptical leaves a year. The older, basal leaves drop off at the same rate. The plant retains in this way four to five leaves. If very healthy, they can have up to ten or more leaves. They have no pseudobulbs. The raceme appears from the stem between the leaves.

Light is quite vital to the well-being of the phalaenopsis orchid. Keep it in indirect light near a southern window. Be sure the sun does not directly reach the leaves, which will cause burning and ugly brown marks. On the other hand, phalaenopsis grown in poor dark areas tend to grow floppy dark green leaves and rarely flower.

Watering required consistently for moist soil; do not let dry out between waterings. Keep them in pots with a lot of drainage. Overwatering and poor drainage cause the roots to deterioriate, therefore killing the plant. Being careful to water when you feel the soil is dry through and through is the safest thing to do. At temperatures below 18 °C watering should be reduced to avoid the risk of root rot. Phalaenopsisrequires high humidity (60-70%) and low light.

moth-orchidFlower of a white of snow, broad of 7-10 cm, long duration, sometimes scented, spectacular and fragrant. Very spread out sepals. Sepals and petals milky white, lip more or less marked of yellow and red. Yellow callus with brown spots. White Lip, edges of the midlobe and lateral lobes yellow or brown/yellow. More or less crimson at the base of the lateral lobes and on the pedicel of the lip. They bloom in their full glory for several weeks. If kept in the home, they usually last two to three months.

Phalaenopsis roots are quite thick. Keep the plant fertilized with a 1/4 diluted strength balanced fertilizer three times out of four waterings.

repotting – Monopodial orchids grow upwards from a central growing point and grow tall such as phalaenopsis. Monopodial orchids should be placed in the center of the pot.

Care - After the flowers fade, some people prefer to cut the spike above the highest node (section). This may produce another flower spike or more rarely a keiki (a baby orchid plant that can be planted). However, the flower spike produced this way will not yield good quality flowers.

References:

http://en.wikipedia.org/wiki/Phalaenopsis
http://www.flowersofindia.net/catalog/slides/Moon%20Orchid.html
http://davesgarden.com/guides/pf/go/104545/
http://bluemoonorchids.com/
http://72.14.235.132/search?q=cache:jR8I-tyXftEJ:ia.ita.doc.gov/download/candles-prc-scope/candles/20060110-Eighteen-Karat-Orchid-Attachment.pdf+moon+orchid+phalaenopsis&hl=en&ct=clnk&cd=10
http://orchids.wikia.com/wiki/Phalaenopsis_amabilis

My Oncidium Sharry Baby(1)

Posted in Hobby with tags , , , on November 8, 2008 by Smooth Sea

I bought an Oncidium from Book Fair @ Queen Sirikit National Convention Center, Bangkok, Thailand, on 16 Nov 2008. These are photos of at first bought and at present.

Oncidium taken on 16Oct08

Taken on 16Oct08

Oncidium taken on 4Nov08

Taken on 4Nov08

Light
It’s about 20 days since I’ve bought it. I put it indoor next to window in bathroom which has only light in. Some morning I put it next to a balcony door for sunshine, only shine gets through almost no heat. (We use mirror tint) Putting it next to a balcony door, it gets shine about 7AM to 10.30AM and be in quite dark and low air flow for the rest of day, closed room.

I put it at East balcony one day. Leafs turned yellow and black dots happened obviously since then I never put outside all day again. Weather these days has lots of rain and hot.

Water
I water it twice or three times a week. And put small ball 16-16-16 fertilizer twice a month. I notice that fertilizer makes small fern over coir, there is only coir in flowerpot, turn yellow. It’s just my assumption. Maybe fertilizer doesn’t match with fern.

Development
Flower stalk gets longer for about 5 inches, longer root comes out from the end of flowerpot and there are small leafs come out at the right , may not be seen in a photo. I think it’ll become new pseudobulb.

Note
I put sponge on left just for bearing pseudobulb not to fall left.
That’s all for now. I’ll keep updating how my Oncidium goes as long as it’s with me. :P

Please do not hesitate to share yours.

ความเคยชิน

Posted in Pop up article with tags , , on November 2, 2008 by Smooth Sea

ความเคยชิน…น่าจะหมายถีงการทำบางอย่างหรืออยู่กับบางอย่างบ่อยๆหรืออาจเรียกว่าเป็นกิจวัตรจนเกิดความคุ้นเคย จนสิ่งที่ทำไปเป็นเพียงเพราะเคยทำจึงทำต่อ เคยอยู่กับแบบนี้แล้วอยู่ได้ ก็อยู่ต่อไป ถึงจะไม่มีอะไรดีขึ้นหรือพัฒนาขึ้นก็ตาม

เหมือนอยู่ที่บรรไดขั้นที่1โดยที่ไม่ยอมก้าวขั้นที่2

ความเคยชินบางครั้งก็ทำให้เรารู้สึกอุ่นใจ ปลอดภัย เพราะการเปลี่ยนแปลงก็เหมือนการสร้างความเสี่ยง อาจจะมากหรือน้อยก็แล้วแต่ว่าเรื่องอะไร เปลี่ยนแปลงแค่ไหน หลายคนจึงเลือกจะอยู่กับความเคยชิน

แต่ทุกอย่างย่อมมีสองด้าน…นอกจากสร้างความอุ่นใจให้เราได้แล้ว นานเข้ามันก็ยังสามารถทำให้ชีวิตเราไร้สีสัน ขาดรสชาติได้ด้วย หลายคนจึงชอบหาอะไรตื่นเต้น ท้าทายให้ชีวิตในแต่ละวัน เพื่อหนีจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นซ้ำๆ หรือสิ่งที่อยู่ด้วยกันมานาน

หากคุณชอบการอยู่นิ่งๆกับความเคยชินแล้วหล่ะก็ อย่าลืมตื่นตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่ไม่สามารถควบคุมได้เช่นกัน เพื่อเราจะได้รับมือกับมันได้ง่ายขึ้นเมื่อเวลามาถึง และไม่ทำให้ตัวเองยึดติดกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งมากเกินไป

ความเคยชินของบางคนเป็นเรื่องที่ดีทำให้มีความสุข ประสบความสำเร็จ ก็ไม่น่าแปลกถ้าหากบางคนเลือกจะอยู่กับความเคยชินแบบนั้น แต่หากความเคยชินนั้นทำให้เจ็บปวด เสียใจ การจะลองเปลี่ยนสักตั้งเราว่าก็น่าสนใจนะ เริ่มจากความคิดของเรานี่แหละ มันอาจจะยากในช่วงแรก แต่ถ้าหากมันจะทำให้ชีวิตประจำวันของเรามีความสุขขึ้น มันก็น่าเสี่ยง ว่ามั๊ย?

เผือกหวาน เผือกหิมะ Sweet taro

Posted in Everyone can cook! with tags , , , , , , , , , , , on October 28, 2008 by Smooth Sea

ส่วนประกอบ(Ingredient)
เผือกสด (taro)
น้ำ (water)
น้ำตาล (sugar)
น้ำมัน (oil)

วิธีทำ
1.ปอกเผือกให้เกลี้ยงโดยไม่ต้องล้างก่อน เนื่องจากเผือกมียางหากโดนน้ำจะทำให้คันมือ
1.Peel taro without cleaning. Wet taro may make your hand itchy during peeling.

2.ล้างเผือกโดยใช้น้ำผ่านหรือสวมถุงมือเวลาล้างและหั่นเป็นชิ้นตามชอบใจ
2.Clean by using water passes by or wearing gloves and chop as you like.

3.เทน้ำมันลงกะทะ รอให้ร้อนแล้วค่อยใส่เผือก ใช้ไฟปานกลาง คนเป็นระยะๆระหว่างทอดเพื่อให้สุกทั่วถึง ทอดจนเห็นลายเนื้อเผือกชัดหรือลองใช้ตะหลิวจิ้มที่เนื้อเผือกว่ากดลงรึยังก็ได้ เผือกดิบจะแข็ง กดยาก แต่อย่าทอดให้กรอบเกินไป เพราะจะทำให้เนื้อเผือกดูดรสน้อยกว่าที่ควร เมื่อสุกได้ที่แล้วน้ำขึ้นจากน้ำมัน
3.Put oil into the pan, wait until it’s hot then put taro in. Use medium heat. Fire until it turns a little yellow. Done taro will has lines on it and you’d be able to chop easily. Don’t fire too long, it’ll absorb sweet less.

4.ต้มน้ำกะให้เมื่อใส่เผือกแล้วท่วม3/4ของเผือก ใส่น้ำตาลให้หวานค่อนข้างจัด คนให้น้ำตาลละลาย รอเดือดแล้วเทเผือกที่ทอดเสร็จแล้วลงไปคลุกจนน้ำงวด หากใส่น้ำตาลมากเกินไปจะได้เผือกที่มีน้ำตาลเกาะแข็งเมื่อเย็นแล้ว
4.Boil water about to cover 3/4 of taro. Put quite a lot of sugar and boil until it’s melt. Put taro in, make sure all get suger. Boil until water almost dry. Too much suger will give you a tough sugar stick around taro when it’s cool down.

5.ตัดขึ้นพร้อมเสิร์ฟ
5.Done. Ready for serve.

หมายเหตุ (Notes)
- ปริมาณส่วนประกอบไม่สามารถระบุได้ชัดเจนเนื่องจากวิธีทำและความรู้ที่กล่าวมานั้นมาจากประสบการณ์การช่วยผู้ใหญ่ทำครัวและไม่เคยวัดปริมาณที่แน่นอน
- Ingredient amount cannot be specified since the method above is from personal experience and never measure.

- ความชอบหวานของแต่ละคนไม่เท่ากัน
- People like different level of sweet

- Practice makes perfect. 

วิธีแก้คันมือจากยางเผือก (Itchy hand solution)
ล้างด้วยน้ำเกลือ หรือถูด้วยเกลือแห้งๆก็ได้ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด
Use salt clean you hand and use clean water wash out.

reference
http://www.kruaklaibaan.com/forum/index.php?s=07ac4c6c09785d866debfac053e7a64e&showtopic=13717&st=0&#entry204235

Oncidium Sharry Baby

Posted in Hobby with tags , , , , , , , , , on October 17, 2008 by Smooth Sea

Oncidium Sharry Baby ‘Sweet Fragrance’ is an epiphytic orchid of hybrid origins (O. Jamie Sutton x O. Honolulu). The plant’s pseudobulbs are egg-shaped to 2.5 inches (6.4 cm) across by approximately 3.5 inches (9 cm) long with 2 leathery leaves up to 18 inches (45 cm) long by 2 inches (5 cm) wide. It is an easy orchid to grow and recommend for all orchid enthusiasts and for beginners.

Blooming: This plant almost always blooms in late summer to early fall, but with a little bit of care, the plant may bloom twice a year. The flower spikes produce several branches of dark cherry colored flowers with white lips. They are very showy and have the fragrance of combination of vanilla chocolate. The flowers are very long lasting. Bloom stalks can reach up to 3 feet (1 m) in height and may need to be staked for support. Individual flowers are up to 1.5 inches (3.8 cm) long by 1 inch (2.5 cm) wide.

Culture: Oncidium Sharry Baby ‘Sweet Fragrance’ needs a well drained compost and full to partial sun. Compost consisting of Osmunda or tree fern fiber, with sphagnum moss and small bark chips maybe added to ensure good drainage. The plants are watered and allowed to dry before adding water again. When Oncidiums are actively growing in bloom, give them more water. Fertilizer is given twice a month and weekly during the growing season. Plants do best with morning sun and afternoon shade. If this plant receives too much light the leaf tips will begin showing blackish spots, yellow or buened foliage. Oncidium Sharry Baby gets spots on the leaves very easily, and generally develops dry leaf tips. An eastern or southern window is ideal. You can monitor the amount of water the plant is receiving by looking at the pseudobulbs. If they are shriveled you need to increase watering. During the winter months, water is restricted to watering plants only enough to keep the pseudobulbs from shriveling.

Propagation: Oncidium Sharry Baby ‘Sweet Fragrance’ is propagated by the division of the pseudobulbs. The best time is in spring or fall seasons.

references :
http://www.plantoftheweek.org/week323.shtml
http://www.bellaonline.com/articles/art6564.asp
http://www.orchidweb.com/OrchidOfWeek.aspx?ID=232
http://www.killerplants.com/plant-of-the-week/20061113.asp
http://www.hawaiianorchidsource.com/downloads/Culture_Sheet.pdf

Manner|Fake

Posted in Questions with tags , , , , , , , , , , on October 3, 2008 by Smooth Sea

ณ บูธขายของ
ลูกค้า – อุ๊ย..ชอบอันนี้จังเลย
คนขาย – สวยนะคะ ทำจากคริสตอลนำเข้าจากเมืองนอก………บลา บลา บลา……..
ลูกค้า – แต่ตรงนี้มันใหญ่เกินไป มันหนัก มีแบบเล็กหน่อยมั๊ยคะ
คนขาย – สั่งไว้ก็ได้นะคะ เราเปลี่ยนแบบแก้ไขให้ได้ หรือว่าสะดวกเข้าไปที่ร้านมั๊ยคะ อยู่ตึก—แวะเข้าไปได้เลย
ลูกค้า – อ๋อ..ค่ะๆ งั้นเดี๋ยวไว้เข้าไปดูแล้วกัน
คนขาย – สัญญาแล้วนะคะ อย่าลืมแวะเข้าไปนะคะ เดี๋ยวแก้ให้อย่างที่ต้องการเลย
—คุณลูกค้าก็จากไป—
ลูกค้า – ชั้นไปสัญญิงสัญญาด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่กัน โมเมเองชัดๆ

ลูกค้า มารยาท/Fake?


ในสำนักงาน(1)
พนักงาน ก – ฮัลโหล มาแล้ว โหยวันนี้รถติดจังเลย ฮ้าๆๆ
พนักงาน ข – เออใช่ ร๊อนร้อนด้วย เดินมานี่เหงื่อแตกเลย ฮ๊าๆๆ
พนักงาน ก – เมื่อคืนดูละครรึเปล่า โหย..พระเองโง๊โง่ ไอ้ตัวร้ายก็ร้ายเนอะ…………
พนักงาน ข – เออ นั่นสิ แต่ก็ฮาดีนะ ดูไปก็ด่ามันไป……………
…………บลา บลา บลา ฮ้า ฮ้า ฮ้า …………..
พนักงาน ก – แล้วตอนนี้เครื่องเป็นไงมั่งเนี่ยะ ข้อมงข้อมูลก็อยู่ในนั้นหมด ดูซิต้องทำใหม่หมดเลย เนี่ยะเวลาพนักงาน ง มาดูให้ ชั้นก็เหน็บๆไปแล้วแหละ
พนักงาน ค – อย่าไปว่าเค้ามากเลย แค่นี้ก็เครียดอยู่แล้ว
พนักงาน ก – ชั้นหน่ะ ไม่เท่าไหร่หรอก แต่อีกคน(พนักงาน ข) เนี่ยะสิ ฮ้าๆๆๆ
พนักงาน ค – เฮ่อ…
พนักงาน ก – เค้าก็อย่างงี้แหละ ทุกทีชั้นก็ขำๆไปกะเค้าเท่านั้นแหละ เค้ามาคุยกะชั้นก่อนทุกที ชั้นไม่เคยไปคุยกะเค้าก่อนหรอก เค้าก็ไม่มีคนคุยด้วยน่ะ
พนักงาน ค – ……………………….

พนักงาน ก มารยาท/Fake?


ในสำนักงาน(2)
พนักงาน ก – (โทรศัพท์) พนักงาน ข ช่วยมาดูให้หน่อยสิ เป็นอะไรไม่รู้
พนักงาน ข – อ๋อ ได้ๆ เดี๋ยวไปดูให้ (วางสายพร้อมหน้าเบื่อขึ้นมา อะไรอีกแล้ว)
พนักงาน ก – เนี่ยะ ทำไมทำไม่ได้หล่ะ แต่ก่อนยังได้เลย อันนี้ก็ของตัวนี้นะ
พนักงาน ข – เฮ้อๆ ฮ้าๆ ต่ออะไรเนี่ยะ ฮ้าๆ นี่ๆอะ ได้แล้ว..

พนักงาน ข มารยาท/Fake?


Follow

Get every new post delivered to your Inbox.